นายสมพร ธีระโรจนพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทพีเอสไอ โฮลดิ้ง จำกัด เปิดเผยว่าทิศทางการทำตลาด "กล่องรับสัญญาณดาวเทียม" (set top box) จากนี้ จะมุ่งไปที่กล่องเอชดี เพื่อรองรับเทคโนโลยีการส่งสัญญาณช่องรายการเอชดีจากช่องรายการต่างๆ ทั้งจากช่องทีวีดิจิทัล และช่องรายการในแพลตฟอร์มอื่นๆ  ที่จะเปิดตัวในระบบเอชดีเพิ่มขึ้น หลังจากดาวเทียมไทยคม 6 ให้บริการในเดือนส.ค.นี้

          โดยพีเอสไอ ได้เช่าช่องสัญญาณ (transponder) ดาวเทียมไทยคม 6 ล่วงหน้าตั้งปี 2554 โดย เช่าช่องสัญญาณในย่านความถี่ซีแบนด์ 1 ทรานสปอนเดอร์และย่านความถี่เคยู แบนด์อีกจำนวน 1 ทรานสปอนเดอร์ ซึ่งจะนำมาใช้ในการส่งสัญญาณช่องรายการเอชดี ในแพลตฟอร์มพีเอสไอ

          ในเดือน ส.ค.นี้จะเปิดตัวกล่องเอชดี ราคาต่ำกว่า 2,000 บาท นับเป็นราคาต่ำที่สุดในตลาด โดยวางเป้าหมายยอดขายปีแรก 1 ล้านบาทกล่อง เน้นทำตลาดฐานลูกค้าเดิม "เปลี่ยนกล่องเอชดี"  โดยจะมีแคมเปญกระตุ้นลูกค้านำกล่องเก่า มาแลกซื้อ กล่องเอชดี ราคาพิเศษที่ 1,500 บาท  ปัจจุบันมีกล่อง พีเอสไอ อยู่ในตลาดราว 12 ล้านกล่อง คาดว่าในจำนวนดังกล่าวจะเปลี่ยนเป็นกล่องเอชดีราว 6-7 ล้านกล่องภายใน 3-4 ปีจากนี้

          รวมทั้งจะเปิดตัวกล่อง "พีเอสไอ ทรูทีวี" ในรุ่นเอชดี ด้วยเช่นกัน ซึ่งสามารถรับชมคอนเทนท์ พิเศษจากช่องทรูวิชั่นส์ และบริการช่อง "เพย์ เพอร์ วิว" เพิ่มเติม ซึ่งการทำตลาดในปีที่ผ่านมาจำหน่ายได้ราว 6-7 แสนกล่อง ปีนี้วางเป้าหมายยอดขายเท่ากับปีก่อน

          กล่องพีเอสไอ รุ่นเอชดี สามารถรับชมช่องรายการในระบบซีแบนด์กว่า 200 ช่อง และช่องเอชดีที่อยู่ในแพลตฟอร์มพีเอสไอ ที่จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องนับจากนี้
          พร้อมกันนี้ได้ร่วมมือกับพันธมิตรคอนเทนท์ นำเสนอช่องรายการเอชดีรับชมผ่านกล่องพีเอสไอ ประกอบด้วย ช่องพีเอสไอ สาระดี ,ช่องเวิร์คพ้อยท์ , ช่อง6 , ช่องถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลลาลีกา สเปน ระบบเอชดี โดยจับมือเป็นพันธมิตรกับ "อาร์เอส" เจ้าของลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดในประเทศไทย

          นอกจากนี้ได้ใช้งบลงทุน 30-40 ล้านบาท เปิดตัวช่องทีวีดาวเทียมใหม่ L Channel ซึ่งเป็นคอนเซปต์ช่องรายการสำหรับผู้หญิง ดำเนินการภายใต้บริษัทฟรีไซซ์ บรอดแคสติ้ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างพีเอสไอและเวิร์คพ้อยท์ฯ โดยก่อนหน้านี้ ได้เปิดดำเนินการช่องทีวีดาวเทียมไปแล้ว 1 ช่อง คือ ช่อง 6 นำเสนอคอนเทนท์สำหรับเด็กและครอบครัว

          นายสมพร กล่าวอีกว่านอกจากการทำตลาดกล่องเอชดีแล้ว จะเปิดตัวทำตลาดกล่องรับสัญญาณ "ทีวีดิจิทัล" ด้วยเช่นกัน เพื่อรองรับการติดตั้งกล่องทีวีดิจิทัล ของครัวเรือนไทย จากการเปลี่ยนแปลงระบบส่งสัญญาณทีวีอนาล็อกไปสู่ทีวีดิจิทัล ของประเทศไทยในปลายปีนี้

          "ช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมาผู้บริโภคมีความสับสนเกี่ยวกับการรับชมทีวีดิจิทัล ทำให้ชะลอการซื้อกล่องและจานรับสัญญาณดาวเทียม ส่งผลยอดขายพีเอสไอลดลง 30%  แต่หลังจากทุกหน่วยงานให้ความรู้เกี่ยวกับการรับชมทีวีดิจิทัลมากขึ้น โดยสามารถรับชมผ่านกล่องรับสัญญาณดาวเทียม จากกฎมัสต์แคร์รี่ ด้วยเช่นกัน ทำให้ยอดขายในไตรมาสที่สองฟื้นตัวเท่ากับปีก่อน" นายสมพร กล่าว

          ที่ผ่านมารายได้ของพีเอสไอมาจากการจำหน่าย ฮาร์ดแวร์กล่องรับสัญญาณและอุปกรณ์ติดตั้งจานดาวเทียม  แต่หลังจากนี้จะมีรายได้จากธุรกิจคอนเทนท์อีกทาง โดยปีนี้วางเป้าหมายรายได้ 2,500 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากธุรกิจฮาร์ดแวร์และเซอร์วิส 70% และรายได้จากคอนเทนท์ 30%